Thursday, 3 September 2026
ECONBIZ NEWS

“พีทีที สเตชั่น” ขยาย Self Serve!! ครอบคลุม 285 สถานีทั่วไทย ต่อโปรคุ้มลด 1 บาทต่อลิตรน้ำมันทุกชนิด เติมเองผ่านแอปเพิ่มความสะดวก รวดเร็ว โปรโมชันถึง 30 ก.ย. 69 นี้เท่านั้น

พีทีที สเตชั่น ขยาย Self Serve “เติมเอง” กว่า 285 สถานีทั่วไทย พร้อมต่อโปรคุ้ม ลด 1 บาท/ลิตร ทุกชนิดน้ำมัน ถึง 30 กันยายน 2569

พีทีที สเตชั่น (PTT Station) ตอกย้ำบทบาทผู้นำด้านนวัตกรรมสถานีบริการน้ำมันและผู้สร้างสรรค์ประสบการณ์การเดินทางยุคใหม่ เดินหน้าขยายการให้บริการเติมน้ำมันด้วยตนเอง “Self Serve” ครอบคลุมแล้วกว่า 285 สถานีทั่วประเทศ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคยุคดิจิทัลที่มองหาความสะดวก รวดเร็ว และสามารถควบคุมขั้นตอนการใช้บริการได้ด้วยตนเอง พร้อมตอบแทนกระแสตอบรับที่ดีเยี่ยมด้วยการต่อระยะเวลาโปรโมชัน Self Serve มอบส่วนลดน้ำมัน 1 บาทต่อลิตร สำหรับน้ำมันทุกชนิด โดยไม่มีขั้นต่ำในการเติม ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม – 30 กันยายน 2569 ณ พีทีที สเตชั่น สาขาที่ร่วมรายการทั่วประเทศ

นายพิมาน พูลศรี รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (OR) เปิดเผยว่า “พีทีที สเตชั่น มุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมและโซลูชันการบริการใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับประสบการณ์ของผู้ใช้บริการในทุกมิติ โดยบริการ Self Serve นับเป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนการผสานนวัตกรรมการบริการเข้ากับเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างไร้รอยต่อ เพื่อช่วยให้ทุกการเดินทางของลูกค้าคล่องตัวและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ได้อย่างแท้จริง การเดินหน้าขยายสาขา Self Serve สู่กว่า 285 สถานีทั่วไทยในครั้งนี้ เป็นการตอกย้ำความตั้งใจที่จะส่งมอบความสะดวกสบายที่เข้าถึงได้ง่ายและครอบคลุมยิ่งขึ้น ควบคู่ไปกับความคุ้มค่าที่จับต้องได้จริง”

วิธีใช้บริการ Self Serve ผ่านแอปพลิเคชัน blueplus+
1. ค้นหาสถานี (Search): ตรวจสอบสถานีบริการใกล้เคียงที่รองรับ Self Serve พร้อมเช็กความพร้อมของชนิดน้ำมันได้ล่วงหน้าก่อนเดินทาง
2. สั่งการสะดวก (Order): เลือกหมายเลขหัวจ่าย ชนิดน้ำมัน จำนวนเงิน หรือปริมาณลิตรที่ต้องการได้ทันทีผ่านแอปพลิเคชัน
3. เติมเองง่ายดาย (Pump): ยกหัวจ่ายและควบคุมการเติมน้ำมันด้วยตนเอง รวดเร็ว มั่นใจในทุกหยด
4. ชำระเงินไร้รอยต่อ (Pay): เพิ่มทางเลือกและความสะดวกสบายด้วยการรองรับ Blue Wallet นอกเหนือจากการชำระผ่านบัตรเครดิตและบัตรเดบิต
5. รับสิทธิประโยชน์ (Rewards): สะสมคะแนน blueplus+ อัตโนมัติทุกครั้งที่เติม
ร่วมสัมผัสประสบการณ์ “เติมเอง” ง่าย สะดวก รวดเร็ว และคุ้มค่ายิ่งกว่า กับโปรโมชัน Self Serve ลด 1 บาท/ลิตร ทุกชนิดน้ำมัน ได้ตั้งแต่วันที่ 1 ถึง 30 กันยายน 2569 ณ พีทีที สเตชั่น สาขาที่ร่วมรายการทั่วประเทศ

ค้นหาสถานีที่รองรับบริการ ตรวจสอบประวัติการใช้งาน และรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ แอปพลิเคชัน blueplus+, Facebook Fanpage: PTT Station หรือ Contact Center โทร. 1365
(หากพบปัญหาในการใช้งาน Self Serve ติดต่อ โทร. 02-239-9997)

‘วราวุธ’ ชง ครม.ต่ออายุ!! ครม.ไฟเขียว ยกเว้นค่าธรรมเนียมโรงงานต่อ 5 ปี 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ชี้รัฐยอมลดรายได้ 13.28 ล้าน แลกพยุงเศรษฐกิจชายแดนใต้ระยะยาว

“วราวุธ" ชงครม. ต่ออายุมาตรการยกเว้นค่าธรรมเนียมโรงงาน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้-4 อำเภอสงขลา ต่อเนื่องอีก 5 ปี มีผลย้อนหลังตั้งแต่ 20 มิ.ย. 69

วันที่ 1 กันยายน 2569 นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยก่อนเข้าร่วมประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ครั้งที่ 1 / 2569 ที่ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองศิริราชสมบัติครบ 60 ปี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ว่า ในการประชุม ครม.วันนี้(1 ก.ย.2569) กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมโรงงานใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ นราธิวาส ปัตตานี ยะลา และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา ได้แก่ จะนะ เทพา นาทวี และสะบ้าย้อย ต่อเนื่องอีก 5 ปี โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 20 มิ.ย.2569 เป็นต้นไป

“การยกเว้นค่าธรรมเนียมครั้งนี้ ครอบคลุมค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับการประกอบกิจการหลายประเภท ทั้งใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน ขยายโรงงาน ใบแทนใบอนุญาต การโอนใบอนุญาต การปรับเพิ่มหรือลดเครื่องจักร การเพิ่มพื้นที่หรืออาคารโรงงาน รวมถึงค่าธรรมเนียมรายปี” นายวราวุธ กล่าว

ทั้งนี้ ไม่เพียงช่วยลดต้นทุนผู้ประกอบการ แต่ยังสร้างแรงจูงใจให้เกิดการลงทุนหรือขยายกิจการ รักษาฐานการผลิต และช่วยสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้ประชาชนในพื้นที่ เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจในพื้นที่ ตอกย้ำว่ากระทรวงอุตสาหกรรมให้ความสำคัญในการดูแลผู้ประกอบการในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาว

นายวราวุธ กล่าวว่า จากมาตรการนี้มีโรงงานที่อยู่ในข่ายได้รับประโยชน์ จำนวน 683 โรงงาน เพิ่มขึ้นจากปี 2564 มี 119 โรงงาน สะท้อนผลสำเร็จที่สามารถจูงใจให้เกิดการลงทุนในพื้นที่เพิ่มมากขึ้น แบ่งเป็นโรงงานจำพวกที่ 3 (โรงงานที่ต้องขออนุญาตก่อนการประกอบกิจการ) จำนวน 666 โรงงาน และโรงงานจำพวกที่ 2 (แจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบก่อนดำเนินกิจการ) จำนวน 17 โรงงาน มีการจ้างงานประมาณ 15,000 คน

ทั้งนี้ ในแง่ของรายได้ภาครัฐ แม้จะทำให้รัฐจัดเก็บค่าธรรมเนียมได้น้อยลง หรือคาดว่าจะสูญเสียรายได้ประมาณ 13.28 ล้านบาท แต่กระทรวงอุตสาหกรรมมองว่าเป็นการนำรายได้ส่วนหนึ่งของรัฐไปช่วยลดภาระของผู้ประกอบการโดยตรง แลกกับประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่กว้างกว่า ทั้งการรักษาธุรกิจเดิม การจ้างงาน และการดึงดูดการลงทุนใหม่

“จังหวัดชายแดนภาคใต้มีเงื่อนไขและข้อจำกัดในการประกอบธุรกิจแตกต่างจากพื้นที่ทั่วไป ดังนั้น นโยบายของกระทรวงอุตสาหกรรมจึงต้องทำให้ผู้ประกอบการรู้สึกว่า การลงทุนในพื้นที่ยังเดินหน้าต่อได้ และภาครัฐพร้อมอยู่เคียงข้างผู้ประกอบการ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ภาคธุรกิจสามารถดำเนินกิจการและลงทุนในพื้นที่ได้อย่างต่อเนื่อง” นายวราวุธ กล่าว

ปตท. รับรางวัล CSR ยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทย สร้างคุณค่าที่ยั่งยืน รางวัลองค์กรธุรกิจดีเด่น กทม. จากกระทรวงพัฒนาสังคมฯ

ปตท. รับรางวัล CSR Award 2026 มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทยและสร้างคุณค่าที่ยั่งยืน

เมื่อเร็ว ๆ นี้ - นางมีนา ศุภวิวรรธน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารชื่อเสียงองค์กรและกิจการ
เพื่อสังคม ผู้แทน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) รับรางวัลส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคมของ
ภาคธุรกิจประจำปี 2569 (CSR Award 2026) ประเภทรางวัลองค์กรภาคธุรกิจดีเด่นในเขตกรุงเทพมหานคร

จัดโดยกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงมนุษย์ จากนายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งมอบให้แก่องค์กรภาคธุรกิจที่มีบทบาทในการดำเนินงานด้านความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างต่อเนื่อง รางวัลนี้สะท้อนความมุ่งมั่นของ ปตท. ในการดำเนินธุรกิจควบคู่กับการสร้างคุณค่าให้แก่สังคมอย่างเป็นรูปธรรม โดยบูรณาการเข้ากับกลยุทธ์องค์กร ครอบคลุมการพัฒนาชุมชนและเศรษฐกิจฐานราก การอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ การพัฒนาการศึกษาและศักยภาพเยาวชน การสร้างโอกาสแก่กลุ่มเปราะบาง ตลอดจนการนำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และเครือข่ายความร่วมมือ มาสร้างต้นแบบการพัฒนาที่ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองและขยายผลได้อย่างยั่งยืน

“บีโอไอ” หนุนแอร์บัส!! ปักธงไทยเป็นศูนย์กลางดิจิทัล แอร์บัสขยายทีม เพิ่มบทบาทในเอเชีย ร่วมพัฒนาเชื้อเพลิงยั่งยืน SAF หนุนต่อยอดห่วงโซ่อุปทานและบุคลากร

บีโอไอหนุน “แอร์บัส” ขยายฐานธุรกิจ ปักธงไทย ฮับดิจิทัลการบินแห่งเอเชีย

บีโอไอเผยผลหารือ “แอร์บัส” ยักษ์ใหญ่อากาศยานโลก เดินหน้ายกระดับไทยเป็นฐานธุรกิจดิจิทัลและวิศวกรรมการบินของภูมิภาค ตั้งกรุงเทพฯ เป็นสำนักงานใหญ่ของ Skywise ดูแลทั่วเอเชีย พร้อมเลือกไทยเป็นฐานทดสอบซอฟต์แวร์แห่งเดียวสำหรับลูกค้าทั่วโลก จ้างวิศวกรและบุคลากรทักษะสูงแล้วกว่า 200 คน เสนอแนวทางต่อยอดจุดแข็งไทยสู่ห่วงโซ่อุปทานอากาศยานโลก พัฒนาบุคลากรรองรับอุตสาหกรรมซ่อมบำรุง และผลักดันไทยสู่ฐานผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF)

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยภายหลังการเยี่ยมชมกิจการและหารือกับ Mr. Bert Porteman ประธานบริษัท แอร์บัส ประเทศไทย (President of Airbus Thailand) ณ สำนักงานอาคารรสา ทู กรุงเทพฯ ว่า แอร์บัส ให้ความสำคัญกับประเทศไทยเป็นหนึ่งในฐานธุรกิจหลักของบริษัท โดยได้จัดตั้ง Flight Operations Center of Excellence ระดับภูมิภาคขึ้นในประเทศไทย ภายใต้ชื่อ Skywise ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านดิจิทัลของแอร์บัส โดยจะใช้ไทยเป็นสำนักงานภูมิภาคของ Skywise ดูแลครอบคลุมทั่วเอเชีย และเป็นฐานสนับสนุนการพัฒนาระบบการบินด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและเทคโนโลยีการบินสมัยใหม่

ปัจจุบันแอร์บัสมีบุคลากรในไทยกว่า 200 คน เพิ่มขึ้นมากกว่า 3 เท่านับตั้งแต่ปี 2565 โดยร้อยละ 85 เป็นบุคลากรไทย ประกอบด้วยวิศวกรการบินและอวกาศ วิศวกรซอฟต์แวร์ นักออกแบบกราฟฟิก ช่างเทคนิค และบุคลากรทักษะสูงอื่น ๆ ขณะนี้เตรียมขยายกิจการในไทย โดยจะจ้างบุคลากรเพิ่มเติมอีกกว่า 40 คนภายในปีนี้ นอกจากนี้ บีโอไอยังได้หารือกับแอร์บัส ถึงแนวทางยกระดับอุตสาหกรรมการบินของไทย ทั้งการต่อยอดจากอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ไปสู่ห่วงโซ่อุปทานชิ้นส่วนอากาศยาน การพัฒนาบุคลากรรองรับอุตสาหกรรมซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO) ตลอดจนการผลักดันไทยสู่ฐานการผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF)

บริษัท แอร์บัส เป็นผู้ผลิตอากาศยานและระบบป้องกันประเทศที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป ดำเนินธุรกิจในประเทศไทยมากว่า 40 ปี ปัจจุบันมีเครื่องบินพาณิชย์ในไทยมากกว่า 150 ลำ ลูกค้าสำคัญ เช่น การบินไทย, บางกอกแอร์เวย์, ไทยแอร์เอเชีย และไทยเวียดเจ็ต และมีเฮลิคอปเตอร์เกือบ 80 ลำ ส่วนใหญ่ใช้งานโดยกองทัพและหน่วยงานรัฐ นอกจากนี้ แอร์บัส ยังมีความร่วมมือกับอีกหลายองค์กรในไทย เช่น ความร่วมมือด้านอวกาศกับ GISTDA ในการร่วมพัฒนา ผลิต และส่งดาวเทียมสำรวจทรัพยากร THEOS-1 และ THEOS-2 ความร่วมมือกับบริษัทอุตสาหกรรมการบิน (TAI) ในการซ่อมบำรุงอากาศยานของกองทัพ และความร่วมมือกับกลุ่ม CP ในการพัฒนาเชื้อเพลิงสำหรับอากาศยาน (SAF) ซึ่งถือเป็นการถ่ายทอดเทคโนโลยีสำคัญสู่ประเทศไทย

ฐานดิจิทัลในไทย สู่การให้บริการระดับโลก

ประเด็นสำคัญจากการหารือครั้งนี้ คือการขยายบทบาทของ Skywise หน่วยงานด้านดิจิทัลของแอร์บัสในประเทศไทย ซึ่งพัฒนาโซลูชันสำหรับสายการบิน ตั้งแต่การจัดทำคู่มือสำหรับนักบิน การวิเคราะห์ข้อมูลการบิน การบริหารจัดการความปลอดภัย การวางแผนเที่ยวบินและลูกเรือ ไปจนถึงระบบคาดการณ์การซ่อมบำรุงอากาศยาน โดยอาศัยแพลตฟอร์มข้อมูลขนาดใหญ่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานของสายการบิน

ปัจจุบันแอร์บัสอยู่ระหว่างขยายทีมทดสอบซอฟต์แวร์ของ Skywise ในไทย เพื่อควบคุมคุณภาพก่อนส่งมอบให้ผู้ใช้บริการและสายการบิน โดยจะใช้ประเทศไทยเป็นฐานการทดสอบเพียงแห่งเดียวสำหรับซอฟต์แวร์ที่ให้บริการลูกค้าทั่วโลก บริษัทจึงได้รับวิศวกรซอฟต์แวร์เพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับกิจกรรมดังกล่าว นอกจากนี้ แอร์บัสเตรียมให้กรุงเทพฯ เป็นสำนักงานใหญ่ของ Skywise สำหรับภูมิภาคเอเชีย ครอบคลุมอาเซียน จีน อินเดีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้

“การที่แอร์บัสยกระดับบทบาทให้ไทยรับผิดชอบกิจกรรมด้านดิจิทัลที่ให้บริการลูกค้าทั่วโลก รวมทั้งใช้กรุงเทพฯ เป็นฐานบริหารธุรกิจ Skywise ในภูมิภาค สะท้อนถึงความพร้อมของไทยในการรองรับเทคโนโลยีขั้นสูง ทั้งงานด้านวิศวกรรม การทดสอบซอฟต์แวร์ และเทคโนโลยีการบินที่ต้องใช้บุคลากรทักษะสูง ซึ่งจะช่วยสร้างงานคุณภาพ และเปิดโอกาสให้คนไทยมีบทบาทในอุตสาหกรรมการบินระดับโลกมากขึ้น” นายนฤตม์ กล่าว

ต่อยอดจุดแข็งไทย สู่ห่วงโซ่อุปทานอากาศยาน

ผู้บริหารแอร์บัสประเมินว่า ปริมาณผู้โดยสารและขนาดฝูงบินทั่วโลกจะเพิ่มขึ้น 2 เท่าในช่วง 20 ปีข้างหน้า ส่งผลให้มีความต้องการอากาศยานใหม่มากกว่า 20,000 ลำ ขณะที่แอร์บัสมียอดคำสั่งซื้อรอส่งมอบมากกว่า 9,000 ลำ หรือเทียบเท่ากำลังการผลิตกว่า 10 ปี อย่างไรก็ตาม การเพิ่มกำลังการผลิตยังเผชิญข้อจำกัดจากปัญหาห่วงโซ่อุปทาน การขาดแคลนบุคลากร ต้นทุนวัตถุดิบ และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้ผู้ผลิตอากาศยานต้องกระจายและลดความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทานมากขึ้น

แอร์บัสมองว่า ความเป็นกลางทางภูมิรัฐศาสตร์และคุณภาพของบุคลากรไทย เป็นจุดแข็งสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยมีโอกาสรองรับการกระจายห่วงโซ่อุปทานอากาศยาน โดยไทยควรกำหนดสาขาที่ต้องการสร้างความเชี่ยวชาญอย่างชัดเจน และต่อยอดจากจุดแข็งที่มีอยู่ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์และชิ้นส่วนความแม่นยำสูง ไปสู่การผลิตโครงสร้างอากาศยาน วัสดุคอมโพสิต และอุปกรณ์ภายในห้องโดยสาร โดยการเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานอากาศยานจำเป็นต้องผ่านกระบวนการรับรองที่เข้มงวด มีระบบคุณภาพและความปลอดภัยระดับสูง รวมทั้งใช้บุคลากรที่มีทักษะเฉพาะทาง จึงต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างบริษัทต่างชาติที่นำเทคโนโลยีและความเชี่ยวชาญเข้ามา กับผู้ประกอบการไทยที่ต้องการพัฒนาขีดความสามารถในระยะยาว ทั้งนี้ ปัจจุบันแอร์บัสมี Suppliers ในไทยทั้ง Tier 1-3 อยู่แล้วประมาณ 80 บริษัท

เร่งพัฒนาบุคลากร รองรับ MRO และอุตสาหกรรมการบินยุคใหม่

ด้านการพัฒนาบุคลากร แอร์บัสมีความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยในไทยหลายแห่ง เช่น สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อพัฒนาหลักสูตรวิศวกรรมการบินและอวกาศ (Aerospace Engineering) ให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรม รวมถึงความรู้ด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI และทักษะการทำงานในสภาพแวดล้อมนานาชาติ

สำหรับอุตสาหกรรม MRO ปัจจุบันแอร์บัสมีความร่วมมือด้านการซ่อมบำรุงเฮลิคอปเตอร์และอากาศยานทางทหารกับบริษัท อุตสาหกรรมการบิน จำกัด ขณะที่การพัฒนาศูนย์ MRO เชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ยังเผชิญความท้าทายจากการขาดแคลนช่างซ่อมบำรุงและมาตรฐานการฝึกอบรมที่เข้มงวดมากขึ้น แอร์บัสจึงพร้อมนำความเชี่ยวชาญ มาช่วยสนับสนุนการพัฒนาบุคลากรในประเทศไทยด้วย

ชี้ไทยมีศักยภาพเป็นฐานผลิต SAF ชั้นนำ

แอร์บัสมองว่า ประเทศไทยมีศักยภาพก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านการผลิตน้ำมันอากาศยานแบบ SAF เนื่องจากมีวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรจำนวนมากและมีอุตสาหกรรมเอทานอลที่เข้มแข็ง โดยในระยะสั้น สามารถผลิต SAF จากน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้ว ขณะที่โอกาสสำคัญของไทยในระยะกลางคือ การนำเอทานอลมาผลิต SAF ผ่านกระบวนการเปลี่ยนแอลกอฮอล์เป็นเชื้อเพลิงอากาศยาน และในระยะยาว สามารถพัฒนาไปสู่เทคโนโลยีการผลิตเชื้อเพลิงสังเคราะห์จากคาร์บอนไดออกไซด์และน้ำโดยใช้พลังงานหมุนเวียน

อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีเหล่านี้ต้องใช้เงินลงทุนสูง จึงจำเป็นต้องมีแนวทางสนับสนุนที่เหมาะสม ควบคู่กับการบูรณาการหน่วยงานรัฐ ผู้ผลิตวัตถุดิบ บริษัทพลังงาน ผู้ผลิต SAF และสายการบิน เพื่อร่วมกันกำหนดโรดแมปและนโยบายด้าน SAF เชื่อมโยงทั้งด้านการผลิตและการใช้ และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ลงทุน

“การหารือครั้งนี้สะท้อนถึงโอกาสของไทยในการยกระดับบทบาทในอุตสาหกรรมการบิน ตั้งแต่งานดิจิทัลและซอฟต์แวร์ การพัฒนาห่วงโซ่อุปทานและบุคลากร การสร้างขีดความสามารถด้าน MRO ไปจนถึงการผลิตน้ำมันอากาศยานหรือ SAF โดยบีโอไอพร้อมประสานความร่วมมือกับแอร์บัสและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันการพัฒนาอุตสาหกรรมการบินของไทยอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป” นายนฤตม์ กล่าว

รัฐบาล ลุยปรับภาษี รถยนต์ EV-ไฮบริด!! ทบทวนโครงสร้างภาษีสรรพสามิต ครอบคลุม EV ไฮบริดและเครื่องยนต์ 3 เป้าหมายสร้างฐานผลิตระดับภูมิภาค เพิ่มมูลค่า Local Content และจ้างงานไทย

รัฐบาลสั่งกรมสรรพสามิตทบทวนโครงสร้างภาษีครอบคลุม EV-ไฮบริด-รถสันดาป วาง 3 เป้าหมาย เชื่อมการนำเข้ากับการลงทุน ดันไทยเป็นฐานผลิตและส่งออก EV ระดับภูมิภาค พร้อมเพิ่ม Local Content มูลค่าสูง หนุนผู้ผลิตชิ้นส่วนและการจ้างงานในประเทศ

วันที่ 30 สิงหาคม 2569 เวลา 10.35 น. นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกวาง 3 เป้าหมายรับอุตสาหกรรมยานยนต์เปลี่ยนผ่านรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลกำลังเร่งปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์อุตสาหกรรมยานยนต์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้มอบหมายกรมสรรพสามิตพิจารณาโครงสร้างอัตราภาษีและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขัน และสนับสนุนผู้ประกอบการที่ลงทุน ผลิต ใช้ชิ้นส่วน และสร้างการจ้างงานในประเทศไทย

การพิจารณาครั้งนี้ครอบคลุมรถยนต์ทั้งระบบ ทั้งรถยนต์ไฟฟ้า (EV) รถยนต์ไฮบริด และรถยนต์เครื่องยนต์สันดาป โดยเฉพาะในภาวะที่ตลาด EV เติบโตอย่างรวดเร็ว ขณะที่ความตกลงการค้าเสรี (FTA) บางฉบับทำให้รถยนต์สำเร็จรูปนำเข้าจากต่างประเทศได้รับสิทธิด้านภาษีศุลกากร จึงจำเป็นต้องพิจารณาโครงสร้างภาษีสรรพสามิตควบคู่กัน เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างการส่งเสริมตลาด การลงทุน และการผลิตในประเทศ

ขณะเดียวกัน การปรับโครงสร้างภาษีไม่ได้พิจารณาเพียงว่าจะเพิ่มหรือลดอัตราภาษีเท่านั้น แต่เป็นส่วนหนึ่งของการวางทิศทางอุตสาหกรรมยานยนต์ในระยะต่อไป โดยรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้มอบนโยบายแก่กรมสรรพสามิตไว้ 3 เป้าหมายสำคัญ
1.นำเข้าเพื่อการลงทุน (Investment-Driven Import) การนำเข้ารถยนต์เทคโนโลยีใหม่ต้องเชื่อมโยงไปสู่การลงทุนระยะยาว โดยเปิดโอกาสให้นำรถยนต์รุ่นใหม่และเทคโนโลยีขั้นสูงเข้ามาศึกษา ทดลองตลาด และเรียนรู้ ก่อนต่อยอดไปสู่การลงทุนและผลิตจริงในประเทศไทย
2.ผลิตเพื่อส่งออก มุ่งสู่ Regional EV Hub ต่อยอดความแข็งแกร่งของประเทศไทยจากการเป็นฐานการผลิตและส่งออกรถยนต์สำคัญ หรือ “Detroit of Asia” ไปสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าและยานยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของภูมิภาค โดยเพิ่มขนาดการผลิตในประเทศควบคู่กับการขยายตลาดส่งออก
3.ยกระดับ Local Content สู่ชิ้นส่วนมูลค่าเพิ่มสูง (High Value-Added Local Content) สนับสนุนผู้ผลิตชิ้นส่วนและห่วงโซ่อุปทานไทยให้ก้าวจากการผลิตและประกอบชิ้นส่วนพื้นฐาน ไปสู่ชิ้นส่วนและเทคโนโลยีสำคัญของยานยนต์ยุคใหม่ ผ่านความร่วมมือกับนักลงทุนต่างประเทศ เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี ยกระดับทักษะแรงงาน และสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศไทยมากขึ้น
.
“ที่ผ่านมามาตรการส่งเสริม EV มีส่วนสำคัญในการสร้างตลาดและดึงดูดการลงทุนเข้าสู่ประเทศไทย เมื่ออุตสาหกรรมเข้าสู่ระยะต่อไป มาตรการของรัฐจึงต้องปรับให้ทันกับสถานการณ์ เพื่อให้การเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์เกิดประโยชน์กลับมาถึงคนไทยมากขึ้น ทั้งการรักษาและสร้างงานในภาคการผลิต การเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการและผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานที่มีมูลค่าสูงขึ้น รวมถึงสร้างการแข่งขันและทางเลือกด้านเทคโนโลยีให้แก่ผู้บริโภค” นางสาวรัชดา กล่าว

ทั้งนี้ กระทรวงการคลังและกรมสรรพสามิตอยู่ระหว่างจัดทำรายละเอียดโครงสร้างอัตราภาษีและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ตลาดและทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศในระยะต่อไป

อ้างอิง : www.thaigov.go.th

ที่มา : https://moneyandbanking.co.th/2026/266446/?fbclid=IwdGRjcAUBJe1jbGNrBQEl6nBkb2YFZXh0bgNhZW0CMTEAc3J0YwZhcHBfaWQMMzUwNjg1NTMxNzI4AAEe8RjAKbcWkYbgpPULTSsylLK5LuK7tIJiJfYZp3OQqr_LRoETAFAHvXz25bQ_aem_oEf5FbJ2pS1qY6NLU4xFGQ

GGC ร่วมมือ CP AXTRA ศึกษาจัดเก็บน้ำมันพืชใช้แล้ว สร้างมูลค่าใหม่จากของเสีย หนุนเศรษฐกิจหมุนเวียนไทย สู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

GGC ร่วมมือ CP AXTRA ศึกษาการจัดเก็บน้ำมันพืชใช้แล้ว
สร้างมูลค่าใหม่ หนุนเศรษฐกิจหมุนเวียน

บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GGC นำโดย ดร. กฤษฎา ประเสริฐสุโข กรรมการผู้จัดการ จับมือ บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) หรือ CP AXTRA โดย นางศิริพร เดชสิงห์ ประธานเจ้าหน้าที่ บริหารสายงาน ความยั่งยืน และสื่อสารองค์กร ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดเก็บและบริหารจัดการน้ำมันพืชใช้แล้ว (Used Cooking Oil: UCO) เพื่อนำกลับมาปรับปรุง คุณภาพและต่อยอดสร้างมูลค่า ใหม่ ภายใต้แนวคิดเรื่อง “ของเสีย” ให้กลายเป็น “โอกาส” ผ่านการนำทรัพยากรกลับมาใช้ ประโยชน์ อย่างคุ้มค่า และต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์ที่สนับสนุน การเปลี่ยนผ่าน สู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในอนาคต สะท้อนแนวคิดเศรษฐกิจ หมุนเวียน (Circular Economy) ที่พร้อมขับเคลื่อน การเปลี่ยนผ่านสู่ เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Economy) อย่างเป็นรูปธรรม

โดยภายในงาน ได้รับเกียรติจาก นายอดิศักดิ์ ชูสุข รองอธิบดีกรม พัฒนาพลังงานทดแทน และอนุรักษ์ พลังงาน (พพ.), นายพรรคพงษ์ วังรัตนโสภณ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ กลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์เคมี ขั้นต้นและขั้นกลาง บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (GC) และพลโท ฐิตวัชร์ เสถียรทิพย์ กรรมการ บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) (GGC) ร่วมเป็นสักขีพยานการลงนาม ณ ห้องประชุม Learning 1 สำนักงานใหญ่ โลตัส

'พีระพงศ์' คว้ารางวัล CEO Origin Group กวาด 4 รางวัลใหญ่ ชูผู้นำอสังหาฯ ครบวงจรไทย เผยรางวัลผล teamwork เน้นนวัตกรรม-เติบโตยั่งยืน

บิ๊กบอส “พีระพงศ์ จรูญเอก” คว้ารางวัล Best CEO แห่งปี พร้อมนำทัพ Origin Group
กวาด 4 รางวัล จากเวที LivingInsider Thailand Developer Awards 2026

บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI และ บริษัท บริทาเนีย จำกัด (มหาชน) หรือ BRI ตอกย้ำความเป็นผู้นำอสังหาฯ ครบวงจร กวาด 4 รางวัลใหญ่บนเวที LivingInsider Thailand Developer Awards 2026 นำโดย "พีระพงศ์ จรูญเอก" คว้า Best CEO of the Year 2026 พร้อมชูศักยภาพแบรนด์คอนโดฯเลี้ยงสัตว์ได้ No.1และ บ้านบริทาเนีย สร้างสังคมน่าอยู่ พร้อมขับเคลื่อนและสร้างมาตรฐานใหม่ให้แก่วงการอสังหาริมทรัพย์ไทยอย่างยั่งยืน

นายพีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI ขึ้นรับรางวัล Best CEO of the Year 2026 พร้อมเผยความสำเร็จในครั้งนี้ว่า “รางวัลนี้ไม่ใช่เพียงความสำเร็จของผมคนเดียว แต่เป็นผลลัพธ์จากความร่วมมือและความทุ่มเทของทีมงาน Origin Group ทุกคน ขอขอบคุณ Livinginsider และคณะกรรมการที่มองเห็นการทำงานของเรา เราจะมุ่งมั่นรักษาความเชื่อมั่น สร้างมาตรฐานใหม่ และนำนวัตกรรมมาขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน”

ตลอดระยะเวลา 17 ปี ของ Origin Group ยังคงมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ให้เติบโตอย่างมั่นคง ควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนชุมชนสังคมไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน และวันนี้ Origin ไม่ได้มุ่งสร้างเพียงที่อยู่อาศัย แต่ยังสร้างคุณค่าและประสบการณ์ที่ดีให้ลูกค้า พร้อมพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ครบวงจรที่สร้างรายได้จาก Asset ทุกรูปแบบ

โดย 4 รางวัลแห่งเกียรติยศที่ Origin Group ได้รับ ประกอบด้วย

รางวัล Best CEO of the Year 2026 มอบให้แก่ นายพีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) ตอกย้ำผู้นำที่โดดเด่น มีวิสัยทัศน์กว้างไกล วางกลยุทธ์ขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน สร้างความสำเร็จให้กับองค์กร พร้อมยกระดับวงการอสังหาริมทรัพย์ไทยให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง

บริษัท ออริจิ้น เวอร์ติเคิล คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ ORIGIN VERTICAL ผู้พัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมในเครือ ORI ได้รับรางวัล Best Pet-Friendly Developer Award ตอกย้ำความเป็นผู้นำอันดับ 1 อาณาจักร Origin Pawrents เลี้ยงน้องได้ไม่ต้องแอบ ด้วยจำนวนโครงการมากถึง 25 โครงการ พัฒนาคอนโดมิเนียมที่เข้าใจถึงการอยู่อาศัยร่วมกันระหว่างเจ้าของกับสัตว์เลี้ยงได้อย่างลงตัว

โครงการ The Origin Phahol 57 โดย บริษัท ออริจิ้น เวอร์ติเคิล คอร์ปอเรชั่น จำกัด ได้รับรางวัล Best Pet-Friendly Award (Condo) สะท้อนการเป็นแบรนด์ผู้นำอันดับ 1 คอนโดฯเลี้ยงสัตว์ได้ ที่ออกแบบสภาพแวดล้อม ฟังก์ชัน และการบริหารจัดการที่รองรับการเลี้ยงสัตว์ตอบโจทย์การใช้ชีวิตและการอยู่อาศัย

บริษัท บริทาเนีย จำกัด (มหาชน) หรือ BRI คว้า รางวัล Best Community Engagement Developer Award สอดรับกับแนวคิดของบริทาเนีย “Crafted for Better Living” ใส่ใจเพื่อชีวิตที่ดีกว่า สะท้อนผ่านการออกแบบทุกองค์ประกอบของบริทาเนียอย่างตั้งใจ เพื่อชีวิตที่มีคุณภาพที่ดีขึ้นในระยะยาว มุ่งเน้นการยกระดับความสุขของผู้อยู่อาศัยในทุกมิติ เพื่อให้บ้านบริทาเนียเป็นรากฐานของชีวิตที่ดีขึ้นในทุกวัน

ความสำเร็จจากทั้ง 4 รางวัลคุณภาพ ที่ได้รับในครั้งนี้ นับเป็นการตอกย้ำถึงศักยภาพของ Origin Group ที่ไม่เพียงแต่มุ่งมั่นพัฒนาโครงการคุณภาพที่ครอบคลุมทุกมิติชีวิตของผู้บริโภคเท่านั้น แต่ยังพร้อมที่จะขับเคลื่อนและสร้างมาตรฐานใหม่ให้แก่วงการอสังหาริมทรัพย์ไทยอย่างต่อเนื่องในอนาคต

“เคทีซี” ชี้ ค่าอากาศทุบชีวิต!! Climate Change สร้างต้นทุนใหม่ทุกวัน ค่าไฟสูงขึ้น ค่าอาหารแพงขึ้น เตรียมรับมือด้วยเงินสำรองฉุกเฉิน ลงทุนวันนี้ลดค่าใช้จ่ายในอนาคต

ใครจะคิดว่าวันหนึ่งเราอาจต้องจ่าย “ค่าอากาศ” เคทีซีชี้ Climate Change กำลังกลายเป็นต้นทุนใหม่ของชีวิต

ไม่กี่ปีก่อน เวลาพูดถึงค่าครองชีพ เรามักนึกถึงราคาน้ำมัน ดอกเบี้ย เงินเฟ้อ หรือค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน แต่วันนี้กำลังมีต้นทุนอีกประเภทหนึ่งที่ค่อยๆ เข้ามาอยู่ในกระเป๋าเงินของเราโดยไม่รู้ตัว นั่นคือต้นทุนจากสภาพอากาศ

เช้าวันหนึ่งเราเปิดเครื่องปรับอากาศเร็วกว่าปกติเพราะอากาศร้อนจัด ตอนเที่ยงสั่งอาหารเดลิเวอรี่แทนการเดินออกไปซื้อเพราะอุณหภูมิสูงเกินรับไหว ตอนเย็นฝนตกหนักจนต้องเปลี่ยนเส้นทางกลับบ้าน ส่วนวันหยุดที่วางแผนไว้ก็อาจต้องยกเลิกเพราะพายุ น้ำท่วม หรือคุณภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวย แต่ละเหตุการณ์อาจดูเป็นเพียงความไม่สะดวกเล็กๆ ในชีวิตประจำวัน ทว่าเมื่อรวมค่าใช้จ่ายเหล่านั้นเข้าด้วยกัน เราอาจพบว่า "สภาพอากาศ” กำลังกลายเป็นรายจ่ายที่ต้องจ่ายเพิ่มโดยไม่รู้ตัว

องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ระบุว่าปี 2024 เป็นปีที่ร้อนที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึก และเป็นปีแรกที่อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกมีแนวโน้มสูงกว่าระดับก่อนยุคอุตสาหกรรมมากกว่า 1.5 องศาเซลเซียส ขณะที่เหตุการณ์สภาพอากาศรุนแรงสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจ การดำรงชีวิต และความเป็นอยู่ของผู้คนในหลายภูมิภาคทั่วโลก ความไม่แน่นอนกำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของโลกยุคใหม่มากขึ้นเรื่อยๆ สิ่งที่น่าสนใจคือ ผลกระทบเหล่านี้ไม่ได้ปรากฏอยู่เฉพาะในหน้าข่าว หากกำลังค่อยๆ สะท้อนอยู่ในงบประมาณครัวเรือน ผ่านค่าไฟฟ้า ค่าเดินทาง ค่าอาหาร ค่าซ่อมแซมทรัพย์สิน ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ และค่าใช้จ่ายฉุกเฉินที่ไม่สามารถวางแผนล่วงหน้าได้ Climate Change จึงไม่ใช่เพียงเรื่องสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นเรื่องเศรษฐกิจ และในที่สุดก็เป็นเรื่องการเงินของทุกคน

“ค่าอากาศ” ไม่มีในหมวดค่าใช้จ่าย
ในบัญชีรายรับรายจ่ายของเรา ไม่มีหมวดไหนชื่อว่าค่าอากาศ แต่รายจ่ายประเภทนี้ซ่อนอยู่แทบทุกที่ ซ่อนอยู่ในค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้นจากการใช้เครื่องปรับอากาศนานกว่าเดิม ซ่อนอยู่ในราคาผัก ผลไม้ และวัตถุดิบอาหารที่ผันผวนตามสภาพอากาศ ซ่อนอยู่ในค่าซ่อมบ้านหรือรถยนต์หลังฝนตกหนัก และซ่อนอยู่ในค่ารักษาพยาบาลจากโรคที่เกี่ยวข้องกับความร้อน ฝุ่น PM2.5 หรือโรคที่มากับฤดูกาลที่เปลี่ยนแปลงไป

สิ่งที่ทำให้หลายคนไม่ทันสังเกตคือ ค่าใช้จ่ายเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกัน และไม่มีป้ายกำกับว่าเป็นผลจาก Climate Change เราจึงมักมองว่าเป็นรายจ่ายคนละเรื่อง แต่เมื่อเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วเกิดบ่อยขึ้น รายจ่ายที่เคยเป็นเหตุการณ์พิเศษก็กำลังเปลี่ยนเป็นต้นทุนประจำของชีวิต

จากค่าครองชีพสู่ค่าปรับตัว
ในอดีต เวลาพูดถึงค่าครองชีพ เรามักนึกถึงค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าเช่าที่อยู่อาศัย หรือค่ารักษาพยาบาล แต่ในโลกที่สภาพอากาศคาดเดาได้ยากขึ้น เราอาจต้องรู้จักกับค่าใช้จ่ายอีกประเภทหนึ่ง นั่นคือค่าปรับตัว (Adaptation Cost) หรือค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเพื่อให้เรายังคงใช้ชีวิตได้อย่างปกติในโลกที่ไม่ปกติเหมือนเดิม เช่น บ้านอาจต้องมีระบบป้องกันความร้อนที่ดีขึ้น เครื่องใช้ไฟฟ้าอาจต้องให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพการใช้พลังงานมากขึ้น ขณะที่สุขภาพอาจต้องได้รับการดูแลเชิงป้องกันมากกว่าการรักษา

แม้ค่าใช้จ่ายเหล่านี้จะดูเป็นภาระในระยะสั้น แต่หลายครั้งกลับเป็นการลดความเสี่ยงทางการเงินในระยะยาว เพราะของที่ราคาถูกที่สุดในวันนี้ อาจไม่ใช่ทางเลือกที่มีต้นทุนต่ำที่สุดตลอดอายุการใช้งาน ในมุมของความยั่งยืน การรับมือ Climate Change ไม่ได้หมายถึงการช่วยโลกเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงการทำให้ชีวิตและการเงินของเรารับแรงกระแทกจากความเปลี่ยนแปลงได้ดีขึ้นด้วย การบริหารเงินในยุคสภาพอากาศผันผวน จึงไม่ใช่แค่การตั้งคำถามว่าจะประหยัดอย่างไรดี แต่ควรถามว่าควรลงทุนอะไรในวันนี้ เพื่อไม่ต้องจ่ายแพงกว่าในวันหน้า

เงินสำรองสำหรับโลกที่คาดเดาไม่ได้
ความหมายของเงินฉุกเฉินกำลังเปลี่ยนไปเช่นกัน เมื่อก่อนหลายคนเตรียมเงินสำรองไว้สำหรับกรณีตกงาน เจ็บป่วย หรืออุบัติเหตุ แต่ในโลกที่เหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วเกิดถี่ขึ้น เหตุฉุกเฉินอาจรวมถึงน้ำท่วม ความเสียหายต่อที่อยู่อาศัย การเดินทางหยุดชะงัก หรือค่าใช้จ่ายที่ไม่อยู่ในแผนจากเหตุการณ์ทางธรรมชาติ

ในช่วงที่ค่าครองชีพยังเป็นแรงกดดันสำคัญของครัวเรือนไทย การมีค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้อยู่ในแผนเพียงครั้งเดียว อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเงินมากกว่าที่คิด การเตรียมความพร้อมต่อความเสี่ยงจากสภาพอากาศ จึงไม่ใช่เรื่องของนักสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่เป็นส่วนหนึ่งของ Financial Wellness หรือสุขภาพทางการเงินของทุกคน

จากพยากรณ์อากาศสู่พยากรณ์การเงิน
เราไม่สามารถกำหนดได้ว่าปีหน้าจะร้อนขึ้นแค่ไหน ฝนจะตกเมื่อไร หรือเหตุการณ์สภาพอากาศรุนแรงจะเกิดขึ้นที่ใด แต่สิ่งที่ทุกคนทำได้ คือการเตรียมความพร้อมทางการเงิน ก่อนซื้อบ้าน เราอาจต้องพิจารณาความเสี่ยงจากน้ำท่วมและความร้อนมากขึ้น ก่อนซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้า เราอาจต้องมองต้นทุนตลอดอายุการใช้งานมากกว่าราคาหน้าร้าน ก่อนวางแผนเดินทาง เราอาจต้องเผื่องบประมาณสำหรับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงได้เสมอ และก่อนใช้จ่ายจนเต็มรายได้ เราอาจต้องกันพื้นที่บางส่วนไว้สำหรับเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึง

ความยั่งยืน (Sustainability) ในชีวิตประจำวัน อาจเริ่มจากคำถามง่ายๆ ว่า สิ่งที่เราจ่ายวันนี้ ช่วยลดค่าใช้จ่ายและความเสี่ยงของเราในวันข้างหน้าได้หรือไม่ หลายครั้งสิ่งที่ดีต่อสิ่งแวดล้อมก็อาจดีต่อกระเป๋าเงินไปพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นการเลือกเครื่องใช้ไฟฟ้าประหยัดพลังงาน การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ หรือการวางแผนการใช้จ่ายที่ช่วยลดต้นทุนในระยะยาว เพราะความยั่งยืนไม่ได้หมายถึงการใช้ให้น้อยที่สุดเสมอไป แต่หมายถึงการใช้ทรัพยากรและเงินอย่างคุ้มค่าที่สุด

“เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) มองว่า ความยั่งยืนไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของสิ่งแวดล้อม แต่ยังรวมถึงความสามารถของผู้คนในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นรอบตัว การมีเงินสำรองฉุกเฉิน การบริหารภาระหนี้อย่างรับผิดชอบ การเลือกใช้จ่ายอย่างมีเหตุผล และการตัดสินใจที่คำนึงถึงผลกระทบระยะยาว ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินให้กับชีวิต เพราะเมื่อผู้คนมีความพร้อมทางการเงินมากขึ้น ก็จะสามารถรับมือกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดได้ดีขึ้น ตัดสินใจได้อย่างรอบคอบขึ้น และใช้ชีวิตได้อย่างสมดุลมากขึ้นในโลกที่มีความไม่แน่นอนสูงกว่าเดิม

เราอาจเปลี่ยนอากาศในวันพรุ่งนี้ไม่ได้ เราอาจหยุดพายุไม่ได้ และไม่สามารถคาดเดาได้ว่าภัยธรรมชาติครั้งต่อไปจะเกิดขึ้นเมื่อไร แต่เราสามารถเตรียมความพร้อมทางการเงินได้ตั้งแต่วันนี้ ในวันที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) กำลังกลายเป็นต้นทุนใหม่ของชีวิต คำถามสำคัญคือเราพร้อมแค่ไหนที่จะรับมือกับผลกระทบทางการเงินที่ตามมา และบางทีวิธีรับมือกับ Climate Change ที่ใกล้ตัวที่สุด อาจไม่ได้เริ่มจากการเปลี่ยนโลกทั้งใบ แต่อาจเริ่มจากการวางแผนการเงินให้พร้อมสำหรับโลกที่คาดเดาได้ยากขึ้นทุกวัน เพราะเมื่อความไม่แน่นอนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต การมีภูมิคุ้มกันทางการเงินที่ดี อาจเป็นความยั่งยืนที่สำคัญที่สุดสำหรับคนธรรมดาอย่างพวกเราทุกคน

GPSC ปักหมุดอินเดีย!! เปิดสำนักงานใหม่ในนิวเดลี เสริมกำลังธุรกิจพลังงานสะอาด ลุยขยายพอร์ตพร้อมนำ AEPL IPO หนุนพลังงานหมุนเวียนโต 500 GW

GPSC ปักหมุดอินเดีย เปิดสำนักงานแห่งใหม่ในนิวเดลี
เสริมแกร่งธุรกิจพลังงานสะอาด พร้อมเดินหน้า AEPL สู่เป้าหมาย IPO

GPSC เดินหน้ายุทธศาสตร์การเติบโตระดับภูมิภาค ประกาศเปิดสำนักงานตัวแทนแห่งใหม่ ณ กรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย เพื่อเป็นศูนย์กลางการบริหารจัดการ และขับเคลื่อนพอร์ตพลังงานหมุนเวียน พร้อมผลักดัน AEPL เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์อินเดีย มุ่งปลด ล็อกมูลค่าเงินลงทุน เพื่อรองรับเป้าหมายการขยายกำลังการผลิตอย่างก้าวกระโดดในอนาคต

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC ประกาศความสำเร็จในการการขยายธุรกิจโครงการพลังงานหมุนเวียนในประเทศอินเดีย พร้อมเปิดสำนักงานใหม่ ณ กรุงนิวเดลี อย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการบริหารจัดการอย่างใกล้ชิด สอดรับกับเป้าหมายการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนของประเทศอินเดียที่ 500 GW (กิกะวัตต์) ภายในปี 2573 และตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่ปี 2564 ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง GPSC กับ อวาด้า กรุ๊ป (Avaada Group) กลุ่มบริษัทพลังงานหมุนเวียนและพลังงานสะอาดแบบครบวงจรชั้นนำในประเทศอินเดีย ได้ผลักดัน บริษัท อวาด้า เอนเนอร์ยี่ ไพรเวท จำกัด (Avaada Energy Private Limited) หรือ AEPL สู่การขยายพอร์ตต่อเนื่อง รวมถึงการเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ หรือ COD ได้ตามแผนงานอย่างมีวินัย สะท้อนขีดความสามารถในการแข่งขันและการบริหารต้นทุนโครงการที่มีประสิทธิภาพสูง และพร้อมผลักดันให้ AEPL เตรียมแผนเข้าระดมทุนหลักทรัพย์ (IPO) ของอินเดีย

นายวรวัฒน์ พิทยศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC แกนนำนวัตกรรมธุรกิจไฟฟ้ากลุ่ม ปตท. เปิดเผยว่า “จากความสำเร็จตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมาในการดำเนินธุรกิจด้านพลังงานสะอาดในประเทศอินเดีย ผ่าน AEPL ซึ่ง GPSC ถือหุ้น 39.9% ผ่านบริษัท โกลบอล รีนิวเอเบิล ซินเนอร์ยี่ จำกัด (GRSC) ร่วมกับ Avaada Group ถือหุ้นในสัดส่วน 60.1% ได้ผลักดันพอร์ตด้านพลังงานสะอาดเติบโตก้าวกระโดด ครอบคลุม 9 รัฐทั่วอินเดีย โดยมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาว Power Purchase Agreement (PPA) ระยะเวลา 20 ปี ที่มีกระแสเงินสดที่แน่นอน และพร้อมเดินหน้าเพิ่มสัดส่วนกำลังการผลิตอย่างก้าวกระโดดในอนาคต ทั้งนี้ เพื่อเสริมศักยภาพด้านการพัฒนาโครงการในระยะยาวร่วมกันอย่างต่อเนื่อง GPSC จึงได้เปิดสำนักงานใหม่ GPSC India ณ กรุงนิวเดลี ประเทศอินเดียอย่างเป็นทางการ เพื่อเป็นศูนย์กลางการบริหารจัดการเชิงรุก และเร่งความพร้อมนำ AEPL เข้าสู่ IPO เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตในระยะยาว

การเปิดสำนักงานแห่งใหม่ เป็นแผนการขยายและต่อยอดธุรกิจ GPSC ในอินเดีย อย่างมีนัยสำคัญต่อการเดินหน้าธุรกิจด้านพลังงานในอินเดีย ที่นับเป็นตลาดที่มีศักยภาพ สอดคล้องกับอัตราการเติบโตของการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากจำนวนประชากรกว่า 1,400 ล้านคน โดยการเปิดสำนักงานแห่งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาธุรกิจที่ยั่งยืนของบริษัทฯ ในประเทศอินเดีย โดย AEPL มีแผนขยายไปยังธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับนวัตกรรมพลังงานแห่งอนาคต ซึ่งเชื่อมั่นว่าแผนการลงทุนในอนาคต จะสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีอย่างต่อเนื่องจากความร่วมมือในครั้งนี้” นายวรวัฒน์กล่าว

นอกจากนี้ รัฐบาลอินเดียยังมีนโยบายส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน เพื่อใช้เป็นแนวทางส่งเสริมพลังงานสะอาดให้เป็นที่หนึ่งของโลก มีเป้าหมายเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนจากเดิม 73 GW ในปัจจุบัน ไปสู่ 500 GW ภายในปี 2573 ส่งผลให้อินเดียเป็นตลาดที่มีอัตราการเติบโตของการพัฒนาโครงการอย่างมาก นับเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพ และเป็นโอกาสด้านการลงทุนของ GPSC

สำหรับโครงการที่อยู่ในแผนปีนี้ เตรียมจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบ (COD) ทั้งโครงการ ภายในไตรมาสที่ 3 ได้แก่ โครงการ Avaada MHSustainable 2, Avaada MHRenewable 4 (Kaij) ขนาดกำลังการผลิต 100 MW (เมกะวัตต์) ตั้งอยู่ที่รัฐ Maharashtra ซึ่งเป็นโครงการ ประเภท Hybrid ประกอบด้วย โรงไฟฟ้าพลังงานลม กำลังผลิต 40 MW จ่ายไฟเข้าระบบในไตรมาสที่ 2 และโรงไฟฟ้าโซลาร์ ขนาดกำลังผลิต 60 MW พร้อมจ่ายไฟเข้าระบบในไตรมาสที่ 3

นายวินีท มิตตัล (Mr.Vineet Mittal) ประธานกลุ่มอวาด้า (Avaada Group) เปิดเผยว่า การตัดสินใจของ GPSC ในการจัดตั้งสำนักงานอย่างถาวรในอินเดีย สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในระยะยาวของบริษัทฯ ต่อการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศอินเดีย รวมถึงความแข็งแกร่งของความร่วมมือที่เราได้สร้างขึ้นตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา เมื่อ GPSC เข้าลงทุนในปี 2564 AEPL มีแพลตฟอร์มด้านพลังงานหมุนเวียนที่มีกำลังการผลิตประมาณ 3.7 GW ขณะที่ปัจจุบันพอร์ตโครงการเติบโตขึ้นมากกว่า 8 เท่า สู่ระดับกว่า 30 GW ในรูปแบบกำลังการผลิตเทียบเท่าพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar-equivalent capacity) พร้อมด้วยโครงการพลังงานหมุนเวียนที่มีสัญญารองรับ ครอบคลุมพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานหมุนเวียนแบบไฮบริด และพลังงานหมุนเวียนที่สามารถจ่ายไฟได้ตลอด 24 ชั่วโมง (Round-the-clock renewable power)

“การเติบโตดังกล่าว เกิดขึ้นบนพื้นฐานของความไว้วางใจซึ่งกันและกัน ความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ ความมีวินัยในการดำเนินงาน และความมุ่งมั่นร่วมกันในการสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนในระยะยาว โดย GPSC สนับสนุน Avaada ไม่เพียงในฐานะนักลงทุน แต่ยังเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ที่ให้ความเคารพต่อวิสัยทัศน์ของเรา และสนับสนุนให้เราสามารถสร้างธุรกิจขนาดใหญ่ได้ ทั้งนี้ การเปิดสำนักงานของ GPSC ในอินเดีย ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่มีเป้าหมายในการขยายความร่วมมือให้ครอบคลุมและแข็งแกร่งยิ่งขึ้น โดย GPSC และ Avaada Group สามารถร่วมกันแสวงหาโอกาสทางธุรกิจที่นอกเหนือจากการผลิตพลังงานหมุนเวียน ซึ่งรวมถึงการจัดหาพลังงานสำหรับศูนย์ข้อมูล (Data Center) โครงสร้างพื้นฐานระบบส่งไฟฟ้า ความร่วมมือด้านวิศวกรรม จัดหา และก่อสร้าง (EPC) ไฮโดรเจนสีเขียว (Green Hydrogen) แอมโมเนียสีเขียว (Green Ammonia) และเมทานอลสีเขียว (Green Methanol) โดยเป้าหมายร่วมกันของเรา เป็นการผสานศักยภาพด้านพลังงานหมุนเวียนขนาดใหญ่ของอินเดีย เข้ากับจุดแข็งด้านอุตสาหกรรมของประเทศไทย และบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ของไทยในอาเซียน เพื่อสร้างโซลูชันพลังงานสะอาดสำหรับอินเดีย ประเทศไทย และภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกในวงกว้าง” นายวินีท กล่าว

ความร่วมมือดังกล่าว พร้อมขับเคลื่อนธุรกิจของ Avaada Group ซึ่งสอดรับกับนโยบายของรัฐบาล ภายใต้การบริหารของนายนเรนทระ ทาโมทรทาส โมที (Mr.Narendra Modi) นายกรัฐมนตรีอินเดีย ที่ได้ประกาศวาระแห่งชาติ ให้มีการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน สืบเนื่องจากผลการประชุม COP 26 ที่เมืองกลาสโกว์ ที่มีเป้าหมายการผลิตพลังงาน โดยไม่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลที่ 500 GW โดยตั้งเป้าผลิตพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน 50% ภายในปี 2573 ซึ่งในส่วนนี้เป็นการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ถึง 280 GW เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2613 โดยอินเดียได้สนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาดอย่างเต็มรูปแบบ และส่งเสริมให้มีการลงทุนในโครงการทั่วประเทศ ผ่านการสนับสนุนในรูปของตราสารหนี้ และหุ้นในเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานน้ำ พลังงานจากชีวมวล และระบบกักเก็บพลังงานที่ใช้แบตเตอรี่ เป็นต้น

ทั้งนี้ อินเดียยังคงเป็นหนึ่งในตลาดเศรษฐกิจที่มีศักยภาพการเติบโตสูง โดย IMF คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจอินเดียจะขยายตัว 6.4% ในปี 2569 (FY2026/27) และ 6.7% ในปี 2570 (FY2027/28) ขณะที่ GDP ของอินเดียมีมูลค่าประมาณ 3.92 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปีงบประมาณ 2568/69 และมีศักยภาพเติบโตสู่ประมาณ 7.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2573 สะท้อนโอกาสการเติบโตของตลาดอินเดียในระยะยาว และสนับสนุนการขยายการลงทุนและการดำเนินธุรกิจของ GPSC ในอินเดียอย่างต่อเนื่อง

“บีโอไอ” เร่งสร้างระบบนิเวศ AI ชูระบบนิเวศอิเล็กทรอนิกส์ ดันซัพพลายเชนไทยสู่โลก ลงทุนครึ่งปีพุ่ง 5.3 แสนล้าน เน้นพัฒนาบุคลากรและเทคโนโลยี

บีโอไอเร่งสร้างระบบนิเวศ AI – อิเล็กทรอนิกส์ รับคลื่นอุตฯ ใหม่ ดันผู้ประกอบการไทยสู่ซัพพลายเชนโลก

บีโอไอ เปิดเวที BOI Forum ในงาน THECA 2026 ระดมผู้เชี่ยวชาญวางกลยุทธ์เชิงรุก รับคลื่น AI และยานยนต์แห่งอนาคต เร่งต่อยอดฐาน PCB–อิเล็กทรอนิกส์ไทย สู่เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ชูนโยบายเชิงรุก “เลือกอุตสาหกรรมเป้าหมาย เติมระบบนิเวศ–บุคลากร–พลังงานสะอาด พร้อมเชื่อมผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ซัพพลายเชนโลก” ยกระดับไทยสู่ศูนย์กลางอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงของภูมิภาค

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยในงาน BOI Forum 2026 หัวข้อ “The Edge AI–Future Mobility Strategic: Synchronizing Thailand’s Intelligent Electronics Ecosystem” ซึ่งจัดขึ้นภายในงาน Thailand Electronics Circuit Asia 2026 (THECA 2026) วันที่ 26 สิงหาคม 2569 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค โดยกล่าวว่า ความก้าวหน้าของ AI และเทคโนโลยีดิจิทัลกำลังเร่งการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอุตสาหกรรม โดยการนำเทคโนโลยีอัจฉริยะมาใช้ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ทำให้ความต้องการเซมิคอนดักเตอร์ แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) และอิเล็กทรอนิกส์ ขั้นสูงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และเปิดโอกาสให้ประเทศไทยต่อยอดฐานการผลิตเดิมไปสู่อุตสาหกรรมสมัยใหม่ โดยเม็ดเงินลงทุนจริงที่เกิดขึ้นแล้ว ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 มีมูลค่ากว่า 535,800 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 27 และเฉพาะไตรมาส 2 มีมูลค่ากว่า 250,000 ล้านบาท โดยการลงทุนจริงในกิจการที่เกี่ยวข้องกับ AI ตั้งแต่อุปกรณ์รับส่งข้อมูลด้วยสัญญาณแสง (Optical Transceiver) แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) ฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟความจุสูง AI Server และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล มีมูลค่าเงินลงทุนกว่า 127,000 ล้านบาท หรือประมาณครึ่งหนึ่งของการลงทุนทั้งหมด

เพื่อให้ประเทศไทยสามารถคว้าโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงและสร้างประโยชน์จากการลงทุนได้อย่างเต็มที่ บีโอไอจึงมุ่งขับเคลื่อน 3 กลยุทธ์เชิงรุก ได้แก่ 1) การสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะให้มีความเข้มแข็งและเชื่อมโยงกันมากขึ้น โดยขยายจากฐาน PCB และ อิเล็กทรอนิกส์ ไปสู่กิจกรรมที่มีเทคโนโลยีและมูลค่าเพิ่มสูง 2) การยกระดับฐานอุตสาหกรรมไทยสู่อุตสาหกรรมอัจฉริยะและมีความยั่งยืน (Smart & Sustainable) ด้วยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและระบบอัตโนมัติมายกระดับการผลิต ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพและการใช้พลังงานสะอาด และ 3) การเปลี่ยนการลงทุนให้นำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถของประเทศ ผ่านการพัฒนาบุคลากร การยกระดับผู้ประกอบการไทย การถ่ายทอดเทคโนโลยีและการวิจัยและพัฒนา เพื่อให้คนไทยและผู้ประกอบการไทยเติบโตไปพร้อมกับการลงทุนใหม่

“โจทย์สำคัญของการส่งเสริมการลงทุนในวันนี้ คือ เราจะสร้างประโยชน์และศักยภาพของประเทศจากการลงทุนได้อย่างไร โดยต้องยกระดับประเทศไทยจากฐานการผลิตไปสู่ฐานเทคโนโลยีและนวัตกรรม และมุ่งสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมที่เข้มแข็ง เพื่อให้การเติบโตของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ AI และยานยนต์แห่งอนาคต (Future Mobility) กลายเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ ที่ช่วยสร้างบุคลากรทักษะสูง ส่งเสริมผู้ประกอบการไทย และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว เพื่อทำให้ประเทศไทยไม่เป็นเพียงผู้ใช้เทคโนโลยี แต่ต้องมีส่วนร่วมสร้างเทคโนโลยีแห่งอนาคตด้วย” นายนฤตม์ กล่าว

ไทยพร้อมต่อยอด สู่ AI–Edge–Future Mobility

นายเดวิด เบิร์กแมน รองประธานฝ่ายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ สถาบันอิเล็กทรอนิกส์สากล กล่าวว่า อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์โลกกำลังเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ จากการเติบโตของ AI และระบบประมวลผล AI บนอุปกรณ์ปลายทาง ยานยนต์แห่งอนาคต และการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก ซึ่งจะทำให้การแข่งขันในอนาคตไม่ได้ขึ้นอยู่กับโรงงานหรือกำลังการผลิตเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการแข่งขันระหว่างระบบนิเวศอุตสาหกรรม ประเทศไทยจึงควรมุ่งสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันจากจุดแข็งที่มีอยู่ โดยยกระดับฐานการผลิตยานยนต์ แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ และเครือข่ายซัพพลายเออร์ เพื่อขยับไปสู่กิจกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ทั้งการออกแบบ การบูรณาการระบบการทดสอบ และบรรจุภัณฑ์ขั้นสูง (Advanced Packaging) พร้อมเชื่อมโยงการลงทุนใหม่กับการพัฒนาบุคลากร ผู้ประกอบการไทย และองค์ความรู้ด้านวิศวกรรม เพื่อสร้างบทบาทที่แข็งแกร่งของไทยในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะแห่งอนาคต

สำหรับเวที BOI Forum ได้ระดมความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ 6 คน จากทุกภาคส่วนตลอดห่วงโซ่คุณค่าอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ตั้งแต่การออกแบบวงจรรวม (IC Design) เทคโนโลยีเวเฟอร์และระบบเครื่องกลไฟฟ้าจุลภาค (Wafer Technology & MEMS) เทคโนโลยีบรรจุภัณฑ์และการทดสอบขั้นสูง (Advanced Packaging & Test) โฟโตนิกส์ (Photonics) แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ การรับจ้างผลิตผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ (EMS) และการบูรณาการระบบ (System Integration) ไปจนถึงนโยบายและการพัฒนากำลังคน เพื่อวิเคราะห์ทั้งจุดแข็ง ช่องว่าง และมาตรการที่ไทยต้องเร่งดำเนินการ โดยเวทีตั้งเป้าให้ข้อเสนอจากภาคอุตสาหกรรมและสถาบันวิจัยสามารถนำไปประกอบการพิจารณามาตรการส่งเสริมการลงทุนของบีโอไอได้โดยตรง

ดร.อรุณฉัตร ฉัตรชัยกาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แลนซล็อต ไอซี แอนด์ ซิสเต็ม จำกัด มองว่า ประเทศไทยมีโอกาสพัฒนาอุตสาหกรรม การออกแบบวงจรรวม และเทคโนโลยีสำหรับ AI แต่ควรเลือกพัฒนาในสาขาที่สอดคล้องกับศักยภาพของประเทศและมีโอกาสทางตลาด แทนการมุ่งแข่งขันในทุกเทคโนโลยี โดยเฉพาะความต้องการประมวลผล AI ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งกำลังสร้างโจทย์ใหม่ทั้งด้านการใช้พลังงานและการรับส่งข้อมูล และเปิดโอกาสให้กับเทคโนโลยีใหม่ เช่น เทคโนโลยีด้านแสง (Optical Technology) และเทคโนโลยีการผสานระบบแสงเข้ากับชิป (Co-Packaged Optics: CPO) ดังนั้น การยกระดับอุตสาหกรรมของไทยควรเริ่มจากการมองหาโจทย์และความต้องการของตลาด แล้วเลือกพัฒนาความสามารถในเทคโนโลยีที่ไทยมีศักยภาพ เพื่อสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์และสร้างมูลค่าเพิ่มได้มากขึ้น

ด้าน ดร.ปรอง กองทรัพย์โต ผู้อำนวยการอาวุโสและ Chief of Staff บริษัท ลูเมนตัม อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า การเติบโตของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และระบบโทรคมนาคมยุคใหม่กำลังผลักดันให้เทคโนโลยีการเชื่อมต่อเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ จากการรับส่งข้อมูลผ่านสัญญาณไฟฟ้าบนทองแดงไปสู่การใช้แสงมากขึ้น เพื่อรองรับปริมาณข้อมูลและความเร็วที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้เทคโนโลยีโฟโตนิกส์ และการสื่อสารด้วยแสง รวมถึงเทคโนโลยีการผสานระบบแสงเข้ากับชิป (Co-Packaged Optics: CPO) มีบทบาทสำคัญมากขึ้นตั้งแต่ระบบเครือข่ายไปจนถึงการเชื่อมต่อภายในเซิร์ฟเวอร์ ซึ่งเป็นโอกาสของประเทศไทยในการขยายฐานอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และการผลิตที่มีอยู่ ไปสู่เทคโนโลยีโฟโตนิกส์ และอุปกรณ์ด้านแสง ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงและมีความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในตลาดโลก

ขณะที่ ดร.วุฒินันท์ เจียมศักดิ์ศิริ นักวิจัยอาวุโส ศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (TMEC) ชี้ว่าการเติบโตของ AI ทำให้บรรจุภัณฑ์ขั้นสูง (Advanced Packaging) มีบทบาทสำคัญมากขึ้น เพราะการประมวลผลความเร็วสูงจำเป็นต้องเชื่อมต่อ GPU หน่วยความจำ และอุปกรณ์ต่าง ๆ ให้ทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเทคโนโลยีกำลังพัฒนาจากบรรจุภัณฑ์ แบบเดิมไปสู่ 2.5D และ 3D รวมถึงการผสานโฟโตนิกส์เข้ามามากขึ้น สำหรับประเทศไทยควรพัฒนาต่อจากความสามารถและฐานการผลิตที่มีอยู่ โดยมุ่งเน้นเทคโนโลยีที่มีศักยภาพ สามารถเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการเดิม และสร้างมูลค่าเพิ่มได้สูง เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นในการยกระดับขีดความสามารถด้านบรรจุภัณฑ์ขั้นสูง และโฟโตนิกส์ของประเทศ

ด้าน ศาสตราจารย์ ดร.สุรินทร์ คำฝอย รองผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวว่า การพัฒนากำลังคน ต้องเดินหน้าให้ทันกับการลงทุน โดยปัจจุบันไทยผลิตบุคลากรระดับปริญญาตรีในสาขาที่เกี่ยวข้องได้ประมาณ 12,000 คนต่อปี ขณะที่ความต้องการในอนาคตอยู่ในระดับหลักแสนคน จึงเร่งขับเคลื่อน “สยามซิลิกา” เพื่อพัฒนากำลังคนและระบบนิเวศ รองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ตั้งแต่ เซมิคอนดักเตอร์ และ AI ไปจนถึงการประมวลผลเชิงควอนตัม (Quantum Computing) พร้อมจัดทำหลักสูตรกลางร่วมกับ 13 มหาวิทยาลัย และส่งเสริมการใช้โครงสร้างพื้นฐานและศูนย์ฝึกอบรมร่วมกันเพื่อผลิตบุคลากรให้ตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรม และสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนว่าไทยมีกำลังคนพร้อมรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมในอนาคต

ด้าน นายพรพิสิทธิ์ นิติสุพรรัตน์ ผู้ช่วยผู้จัดการทั่วไป บริษัท เซอร์คิตอินดัสทรีส์ จำกัด ระบุว่าการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของ AI กำลังผลักดันความต้องการอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง และแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ สำหรับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก แต่สิ่งสำคัญคือทำอย่างไรให้การลงทุนจากต่างประเทศที่เข้ามาในไทยสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานได้มากขึ้น โดยภาครัฐควรมีกลไกสนับสนุนให้นักลงทุนเปิดโอกาสแก่ผู้ประกอบการในประเทศที่มีศักยภาพได้เริ่มทำโครงการร่วมกัน แม้จะเริ่มจากโครงการขนาดเล็ก เพื่อสร้างความเชื่อมั่น พัฒนาขีดความสามารถ และต่อยอดไปสู่การผลิตที่มีมาตรฐานสูงขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยเติบโตไปพร้อมกับการลงทุนใหม่ และสร้างระบบนิเวศอิเล็กทรอนิกส์ของไทยให้แข็งแกร่งในระยะยาว

ส่วน นายธงชัย ชื่นชูจิตต์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เพลคซัส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า อุตสาหกรรมรับจ้างผลิตผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์กำลังขยายบทบาทไปสู่กิจกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบผลิตภัณฑ์ การทดสอบและพัฒนาการบูรณาการระบบ ไปจนถึงบริการหลังการขาย โดยประเทศไทยมีศักยภาพรองรับกิจกรรมเหล่านี้และสามารถผลิตอุปกรณ์เทคโนโลยีขั้นสูงได้ด้วยบุคลากรไทย อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญคือการขาดแคลนวิศวกรและบุคลากรที่มีทักษะ ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมมีเทคโนโลยีและความพร้อมในการลงทุน จึงจำเป็นต้องเร่งพัฒนากำลังคนให้ทันต่อความต้องการ เพื่อรองรับการผลิตผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงและการเติบโตของตลาด

เวทีเสวนาสะท้อนตรงกันว่า คลื่น AI กำลังเปิดโอกาสครั้งสำคัญให้ไทยยกระดับจากฐานการผลิตอิเล็กทรอนิกส์ สู่กิจกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและสร้างมูลค่าเพิ่มมากขึ้น โดยหัวใจสำคัญคือการเร่งพัฒนาเทคโนโลยี ห่วงโซ่อุปทานในประเทศ และกำลังคนให้เติบโตไปพร้อมกัน เพื่อสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่แข็งแกร่งและแข่งขันได้ในระยะยาว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top